เขียนถึงคนบนฟ้า

เ ขี ย น ถึ ง ค น บ น ฟ้ า
ในส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ค่อยสนิทสนมรักใคร่กับความเศร้าความทุกข์เท่าไหร่นัก แต่ครั้งนี้มันจับใจจริงๆในเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เวลาประมาณ 09.30 นาฬิกา ข้าพเจ้ากำลังขับรถไปรับลูกค้าชาวต่างชาติ 2 คน ที่อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อที่จะพาไปเที่ยวชมตลาดน้ำดำเนินสะดวก และตามสถานที่ต่างๆตามแต่ใจลูกค้าจะปรารถนา..
และในระหว่างขับรถอย่างสบายใจ และ กำลังมีความสุขอยู่กับธรรมชาติสองข้างทาง คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ ได้โทรศัพท์เข้ามาหาข้าพเจ้า และ ถามว่าวันนนี้เสร็จงานกี่โมงลูก ข้าพเจ้ารีบถามกลับ ว่ามีอะไรครับแม่เพราะเกรงว่าต้องเกี่ยวกับคุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองของข้าพเจ้าแน่ๆ คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ เงียบไปชั่วครู่และกล่าวกับข้าพเจ้าว่า ตอนนี้แม่พายายมาที่โรงพยาบาลแล้วนะลูก ยายอาการไม่ดีเลย ทำใจนะลูก ฮึ ! ทำใจ คำนี้มันช่างเสียดแทงเข้าไปกลางใจของข้าพเจ้าเสียเหลือเกิน สักครู่ข้าพเจ้าก็บอกกับ คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ ว่า ครับแม่เสร็จงานแล้วจะรีบกลับไปเฝ้ายายที่โรงพยาบาล แล้วจึงวางสาย......ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำที่คุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ของข้าพเจ้า ได้อยู่ใกล้หมอเสียที.. และในเวลาที่ไม่ได้ห่างกันมากมายน้องสาวคนเล็กของข้าพเจ้าได้โทรศัพท์เข้ามาหา และ กล่าวประโยคที่จะไม่มีทางลืมได้ ว่า พี่ยายไปสบายแล้ว..และวางสายไป
ถนนหนทางช่างเป็นใจให้ข้าพเจ้าร้องไห้อย่างสะดวกสบายยิ่งนักเพราะว่าไม่มีรถสวนทาง หรือ ตามมาสักคันเดียวน้ำตาของข้าพเจ้าไหลออกมาอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ถ้าเปรียบเป็นรถที่ขับตอนฝนตกคงต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์สองอย่างต่ำเป็นแน่ แต่ในเวลาเดียวกันข้าพเจ้าก็เก็บเสียงการสะอึกสะอื้นได้อย่างมหัสจรรย์นัก ข้าพเจ้าไม่กล้าส่งเสียง เพียงเพราะเกรงว่าผู้โดยสารต่างชาติของข้าพเจ้าจะตกใจ ได้แต่ร้องไปเพียงลำพังทั้งๆที่ใจจริงอยากจะส่งเสียงแห่งความโศกเศร้าออกมาให้ดังๆ(เพียงเพื่อระบาย) ข้าพเจ้าคิดในใจว่า นี่ เธอไม่แฟร์กับฉันเลยนะ เมื่อเช้าเรายังคุยกันอยู่เลย ไม่เป็นไรไปก็ไป สบายแล้วยายฉัน
หลังจากที่ส่งลูกค้าแสนน่ารักของข้าพเจ้าลงเรือลำน้อยเข้าไปชมตลาดน้ำ ขณะนั้นเวลา 11.37 นาฬิกา ข้าพเจ้าไปยืนอยู่ที่หน้าศาลพระภูมิบ้านใครก็ไม่รู้ที่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และ ยกมือไหว้โดยที่ไม่มีของกำนัลใดๆทั้งสิ้น เพียงเพื่อจะขอร้องให้ท่านผู้ที่สถิตอยู่ในนั้น ได้นำความในใจของข้าพเจ้าไปบอกกับคุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ของข้าพเจ้าว่าให้ขึ้นไปรอข้าพเจ้าก่อนที่บนนั้นก่อน ไม่ต้องเป็นห่วง เที่ยวให้สนุก แล้วพาข้าพเจ้าไปเที่ยวบ้างเมื่อเวลานั้นของข้าพเจ้ามาถึง มันคงอีกไม่นานข้าพเจ้าจะตามไปดูแล แหย่ เล่น และแบมือขอเงินเหมือนอย่างเช่นเคยเหมือนเมื่อครั่งไม่นานมานี้
สิ่งที่คุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ขอกับข้าพเจ้า 1.อย่าดื่มเหล้าโดยที่ไม่มีกับแกล้ม เพราะมันจะทำให้แกเป็นโรคกระเพาะได้ ข้าพเจ้าตกลงทำตาม และ ทำได้ดีเสียด้วย 2.อย่าดื่มเหล้าขาว และ ยาดอง ถ้ามีเงินก็กินเหล้านอกซะจะได้ไม่ปวดหัวตอนเช้า ข้าพเจ้าก็ทำตามเช่นข้อแรก และทำได้ดีเช่นเดิม แต่ก็ยอมรับว่าเคยผิดสัญญาข้อนี้เพราะบางครั้งข้าพเจ้าเองก็ อับจน อย่างร้ายกาจ 3.เป็นคนดีนะลูกมีครอบครัวแล้วดูแลเค้าให้ดี ข้าพเจ้าก็ทำอยู่เป็นคนดี และ ดูแลภรรยาของข้าพเจ้าแต่บางขณะกรรมเก่าของข้าพเจ้าก็คอยมาบดบังอยู่เรื่อยไม่ค่อยมีใครเห็น (ไม่รู้สนใจอะไรกันอยู่) แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าคุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองของข้าพเจ้าเห็นเป็นแน่แท้ 4.ดูแลแม่ให้ดีเหมือนที่แม่ดูแลยายนะลูก แม่แกเค้าเหนื่อยมามากแล้ว อย่าทิ้งกันนะลูก ข้าพเจ้าสัญญาตามเคยโดยไม่ต้องคิด และ รับปากอย่างมั่นเหมาะ เพราะเป็นหน้าที่ ที่ข้าพเจ้าไฝ่ฝันและเต็มใจ แต่ใครจะรู้ว่าข้าพเจ้าอาจจะตายก่อนก็ได้เพราะคุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ ของข้าพเจ้าดูแข็งแรงกว่าข้าพเจ้าเสียอีก 5.เลิกสูบบุหร่ซะ อันนี้ข้าพเจ้าได้แต่พยักหน้ารับ(ยังจำได้ว่าโดนเขกหัว)แต่ก็ลดลงแล้ว อาทิตย์ละซองส่วนใหญ่สูบตอนเข้าส้วมเสียมากกว่า
ข้าพเจ้าเสียใจมากที่ไม่ได้มาฟังสวดทุกคืนซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมากแต่ก็กลับทำไม่ได้ (ช่างหน้าเศร้า... มันสำคัญมากกับข้าพเจ้าแต่คนอื่นอาจไม่) เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีรถที่จะใช้เดินทาง..(ช่างน่าขำ) จนทำให้คิดเล่นๆ (แต่อยากให้เกิดจริง) คือ..ให้คุณยายทองสุก สิงห์เรือง ของข้าพเจ้ากลับมาแล้วตายใหม่ทีนี้..จะไม่ให้พลาดจะไปฟังสวดทุกคืน ดูแล เอาข้าว เอาน้ำให้กินจนครบ 7 วัน 21 มื้อ และเคาะบอกข้างโลงว่า ยายกินข้าวซะไม่ต้องกลัวผมอยู่นี่....!
อ๊อตโต้ * ยาย * ฟ้า * ฝน 01 มกราคม 2548

อี ก ด้ า น แ ห่ ง ค ว า ม ท ร ง จำ
ขึ้น 10 ค่ำเดือน 12 เช้าวันที่ 19 พฤษจิกายน 2550 ซึ่งเป็นเช้าวัน จันทร์ ธรรมดาที่ทุกอย่างดำเนินไปตามวัฏจักรของมัน ฝนยังคงตกชุ่มช่ำ ส่งผลให้อากาศเย็นสบายแต่ใครจะเชื่อว่าอีกด้านหนึ่งมุมหนึ่งของโลกใบนี้ยังมีผู้หญิงสูงอายุผู้หนึ่งกำลังต่อสู้อย่างสุดกำลัง....
ราวเก้าโมงครึ่งของเช้าวันนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังรวบรวม พละกำลังทั้งหมดที่มีนำลมหายใจเข้าปอด ต่อสู้กับอวัยวะซึ่งถูกทำลายด้วยเชื้อโรค (เส็งเคร็ง) และพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเหนี่ยวรั้งลมธาตุไว้จนกำลังสุดท้าย ก่อนที่ปราณแห่งชีวิตจะวายลงต่อหน้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ลมธาตุได้ลอยขึ้นสู่เบื้องบน ทิ้งไว้ซึ้งธาตุไฟอันหล่อเลี้ยงชีพจรสุดท้าย แต่ทว่าค่อยๆหรี่ลงอย่างห้ามไม่ได้ จนสุดท้ายไฟธาตุย่อมละจากไปเยี่ยงเดียวกับลมที่พัดผ่าน กลับคืนแห่งหนต้นธารของมัน
รุ่งอรุณพุทธศักราช 2550 ณ.ตำบลเจดีย์หัก ของจังหวัดราชบุรีซึ่งไม่ได้ห่างไกลจากเมืองหลวงนัก ผู้หญิงสองคนอาศัยอยู่ที่บ้านก่ออิฐถือปูนทันสมัยอย่างดีตามสมัยของมัน คุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ตั้งแต่ปลายเดือน กุมภาพันธ์ ของปี 2550 คุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองไปหาแต่หมอที่คลินิก คุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง และคุณ แม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ คิดว่ามันเป็นเพียงอาการป่วยไข้ธรรมดาที่ไม่ร้ายแรง คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ นักสู้ชีวิตผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งลาออกจากความสุขทั้งปวง และอุทิศชีวิตให้กับการดูแลรักษา หรือแม้แต่ชีวิต ให้กับคุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองผู้เป็นมารดาอย่างสมบูรณ์แบบ คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ ได้นำ คุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองเข้าโรงพยาบาลในเช้าวันที่ 19 พฤษจิกายน พ.ศ.2550 ซึ่งคงเป็นอีกวันหนึ่งที่จะไม่ลืมเลือน และตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงพยาบาลอาการของ คุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ไม่ดีขึ้นเลย จนหมอและพยาบาลพากันหมดกำลังใจและแนะนำให้คุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ ทำใจ ในเวลานั้นคุณแม่ ผอบทิพย์ ปรุงสุวรรณ์ เกิดคำถามขึ้นมากมาย ภายในใจ หัวสมองหนักอึ้ง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่สายตายังไม่ละความพยายามที่จะมองเครื่องมืออันทันสมัยซึ่งแสดงการเต้นของชีพจร และเฝ้าบอกกับตัวเองภายในใจว่า คุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ผู้เป็นแม่ต้องจากไปอย่างแน่นอน และ ในที่สุด คุณยาย ทองสุก สิงห์เรืองก็หยุดหายใจและจากโลกใบนี้ไปอย่างสงบ......




ระลึกถึงวันที่เงียบเหงา หลังการจากไปของคุณยาย ทองสุก สิงห์เรือง ก่อนคืนลอยกระทง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
|